โรคมะเร็งกับสัตว์เลี้ยง

โรคมะเร็งกับสัตว์เลี้ยง

ปัจจุบันนี้ “มะเร็ง” ยังคงเป็นโรคร้ายที่คุกคามและคร่าชีวิตสัตว์เลี้ยงที่ เรารักอยู่ จากการสำรวจในปี 1998 ของ Morris Animal Foundation Animal Health Survey แสดงให้เห็นว่ามะเร็งเป็นโรคที่ทำให้สุนัขตายสูงเกือบ 50% เมื่อเทียบกับโรคหัวใจ (12%) และโรคไต (8%)

ในทำนองเดียวกันมะเร็งในคนก็จัดเป็นปัญหาทางสาธารณสุขของทุกประเทศทั่วโลก ที่พบว่าก่อให้เกิดอันตราการตายอยู่ใน 3 อันดับแรก อาจเป็นอันดับสองบ้าง อันดับสามบ้างแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เป็นที่น่าแปลกใจว่าการป่วยด้วยโรคนี้ที่พบเพิ่มขึ้นทั้งในคนและสัตว์เลี้ยง มีส่วนเกี่ยวข้องกันหรือไม่ มีผู้สังเกตและเสนอแนะให้เห็นว่า

ในปัจจุบันนี้การเลี้ยงดู และความใกล้ชิดของสัตว์เลี้ยง (เช่น สุนัข แมว) กีบเจ้าของมีมากขึ้น ทำให้สัตว์เลี้ยงถูกนำเข้ามาสัมผัสและตกอยู่ในภาวะมลพิษของสิ่งแวดล้อม อาหาร น้ำ อากาศ สารเคมี กัมมันตภาพรังสี และอื่นๆร่วมกับมนุษย์เรา ตัวแปรเหล่านี้เองที่อาจมีผลกระตุ้นให้เซลล์ใดเซลล์หนึ่งในร่างกายเกิดความ ผิดปกติ นำไปสู้การเจริญเติบโตที่ผิดปกติ และกลายเป็นมะเร็งในที่สุด ถ้าอย่างนั้นสัตว์เลี้ยงที่เรารักอาจกำลังได้รับความเสี่ยงต่อการคุกคามด้วย โรคมะเร็งอยู่หรือเปล่า? เจ้าของจะทราบได้อย่างไร? มีตัววัดหรืออาการใดบ้างที่บ่งชี้ให้เจ้าของสัตว์ที่เริ่มสงสัย และพามาหาสัตวแพทย์?

AVMA(Amercan Veterinary Medical Asscociation) ได้เสนอแนะว่ามี 10 ข้อ ที่น่าสงสัยว่าสัตว์เลี้ยงของเรากำลังคุกคามด้วยมะเร็ง ดังนี้
1.มีการบวมโตผิดปกติ (Abnormal swelling) ที่บริเวณใดบริเวณหนึ่ง และดูเหมือนว่าจะคงอยู่ และโตขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีการลดขนาดหรือยุบลง
2.มีแผลบนผิวหนัง แผลเปื่อย เจ็บปวด (Sores) ที่หายยาก (Do not heal)
3.น้ำหนักลดลง (Weight loss)
4.เบื่อไม่อยากอาหาร (Loss of appetite)
5.มีการไหลของเลือด (Bleeding) หรือมีสิ่งที่ถูกขับปล่อยออกมา (Discharge) จากส่วนของร่างกายที่มีช่องเปิด หรือรูเปิด
6.มีกลิ่นเหม็นที่รุนแรง (Offensive odor)
7.มีอาการกลืน (Swallowing) หรือกินอาหาร (Eating) ลำบาก
8.มีอาการเฉื่อยชา ไม่อยากออกกำลังกาย ไม่แข็งแรง และไม่อดทน
9.มีอาการเจ็บขา (Lameness or stiffness) บ่อย และไม่หาย
10.มีอาการหายใจลำบาก ปัสสาวะติดขัด ถ่ายอุจจาระยากผิดปกติ

อาการผิดปกติเหล่านี้คงพอที่จะช่วยให้เจ้าของสังเกตเห็นและนำมาหา สัตวแพทย์แต่เนิ่นๆ เพื่อตรวจสุขภาพสัตว์เลี้ยงของท่าน แต่ทั้งนี้ก็มิได้หมายความว่า ถ้าตรวจพบอาการเหล่านี้จะสรุปได้ทันทีว่าสัตว์เลี้ยงของท่านป่วยด้วยโรคร้าย นี้ เป็นแต่เพียงบ่งชี้ว่าน่าจะมีความผิดปกติเกิดขึ้นแก่สัตว์เลี้ยงของท่าน และอาจป่วยด้วยโรคมะเร็งหรือเปล่า?
สัตวแพทย์กับการดูแลจัดการกับสัตว์ป่วยของท่าน เมื่อสงสัยว่าป่วยด้วยโรคมะเร็ง
ข้อแรก : การตรวจวินิจฉัย (Get a diagnosis)
การส่งตรวจตัวอย่างเนื้อเยื่อ (biopsy) เพื่อช่วยวินิจฉัย ชนิดของเนื้องอก เป็นขั้นตอนแรกที่สัตวแพทย์ต้องทราบก่อนที่จะเริ่มวางแผนและเตรียมการรักษา สัตว์เลี้ยงของท่าน การตรวจเนื้องอกที่จะช่วยบ่งชี้ว่าเนื้องอกนั้นเป็นเนือ้งอกชนิดร้ายแรง (malignant) ที่เรียกว่ามะเร็งหรือเป็นเนื้องอกชนิดที่ไม่ร้ายแรง (benign) การตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องเท่านั้นที่จะนำไปสู่การรักษาที่ถูกวิธี ทั้งยังช่วยให้ทราบว่าเนื้องอกที่เกิดขึ้นมีต้นกำเนิด (origin) มาจากส่วนใด มีการเติบโตผิดปกติอย่างไร และเป็นชนิดใด
ข้อสอง : การประเมินสภาพสัตว์ป่วย (Evaluate the entire patient)
การ ตรวจประเมินสภาพสัตว์ป่วย คือ การตรวจดูค่าเลือด (blood count, blood chemistry) ค่าปัสสาวะ (urinalysis) รวมถึงการตรวจทางรังสีวินิจฉัยเพื่อดูการแพร่กระจาย (metastasis) ของเนื้องอกในบริเวณตำแหน่งของเนื้องอก (tumor site) ช่องอก (thorax) ช่องท้อง (abdomen) นอกเหนือจากนี้อาจต้องมีการตรวจเฉพาะพิเศษอื่นๆ เพื่อประกอบการรักษา เช่น bone marrow aspirate, electrophoresis of serum or urine, buffy coat smears, ultrasound of a body area, nuclear imaging, serology, virology, etc.
การตรวจและประเมิน สภาพสัตว์ป่วย ยังช่วยคาดการณ์ประเมินขอบเขตความสำเร็จของการรักษาด้วย
ข้อสาม : การวางแผนการักษา และเตรียมการรักษาที่เหมาะสม (Develop an appropriate treatment plan)

การรักษาโดยการผ่าตัดก้อนเนื้อร้ายและ บริเวณรอบๆออกไปด้วยวิธีทางศัลยกรรม (surgery) หรือการรักษาโดยการหยุดยั้งทำลายการเติบโตของเซลล์มะเร็งด้วยวิธีการให้สาร เคมีบำบัด (chemotherapy) การฉายรังสีรักษา (radiation) หรือการให้แบบร่วมกัน (combination chemotherapy, radiation and/or surgery) ล้วนเป็นวิธีการรักษาทั่วไปในปัจจุบัน ซึ่งก็ไม่แตกต่างกับการรักษาเนื้องอกของคน การเลือกวิธีการรักษาต้องพิจาณาไปถึงชนิดของเนื้องอกของคน การเลือดวิธีการรักษาต้องพิจารณาไปถึง ชนิดของเนื้องอก ตำแหน่งของเนื้องอก ระยะเวลาและความรุนแรงของเนื้องอก ตำแหน่งของเนื้องอก ระยะเวลาและความรุนแรงของเนื้องอกตลอดจนอายุ สุขภาพลภาพของสัตว์ประกอบ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอื่นๆ คือผลข้างเคียงของการใช้รังสีหรือสารเคมีบำบัดช่วยในการรักษา เช่น เม็ดเลือดขาว/แดงต่ำ อาเจียน ท้องเสีย ขนร่วง ตับไตอักเสบ เป็นต้น
หลัก การทั่วไปของการรักษาคือ ถ้าไม่สามารถใช้การผ่าตัดเอาก้อนเนื้อร้ายออก หรือไม่สามารถใช้การฉายรังสีช่วยการรักษาได้ ก็จะต้องพิจารณาเลือกใช้การให้สารเคมีบำบัดช่วยในการรักษา เพื่อทำลายหยุดยั้งการเจริญเติบโตของก้อนเนื้อร้าย ซึ่งโดยทั่วไปฤทธิ์ของสารเคมีบำบัดมีผลต่อเซลล์ปกติของร่างกายด้วยนอกเนหือ จากเซลล์มะเร็ง การรักษาจึงควรต้องอยู๋ภายในการดูแลควบคุมของสัตวแพทย์ สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสัตว์ที่ป่วยด้วยมะเร็ง คือ การเลือกใช้วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการรักษา
“มะเร็ง” บางชนิดไม่สามารถรักษาได้ หรือ สายเกินกว่าที่จะช่วยรักษาได้ก็มิได้หมายความว่าสัตวแพทย์จะไม่ทำอะไรเลย อย่างน้อยทีสุดสิ่งที่สัตวแพทย์คำนึงถึงคือความพยายามช่วยให้สัตว์ทรมานน้อย ที่สุดก่อนจะจากไป การช่วยลดความเจ็บปวด การควบคุมการแทรกซ้อนของโรคอื่นๆ การให้อาหารช่วยเสริมร่างกาย จนถึงวาระสุดท้ายด้วยการให้สารเคมีฉีดเข้าเส้นเลือดเพื่อให้สัตว์ตายอย่าง สงบ (Euthanasia) ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือสัตว์ป่วนที่ต้องอาศัยการตัดสินใจและความ เข้าใจจากเจ้าของสัตว์ร่วมกัน

โดย รศ.ส.พญ.ดร.สุณี คุณากรสวัสดิ์

 

อ่านบทความสัตว์เลี้ยง สุนัข หมา แมวเพิ่มเติมได้ที่นี้